Vています กับ Vてあります

การแสดงสภาพ

ก่อนที่จะทำความเข้าใจในไวยากรณ์เรื่องนี้ เราจำเป็นต้องรู้จัก อกรรมกริยา และ สกรรมกริยา เสียก่อน

สกรรมกริยา คือ กริยาที่ต้องการกรรรม เช่น 車をとめます。จอดรถ

อกรรมกริยา คือ กริยาที่ไม่ต้องการกรรม เช่น 車がとまっています。มีรถจอดอยู่

ในภาษาไทยคำว่า “จอด” เป็นได้ทั้งสกรรมกริยาและอกรรมกริยา แต่คำว่า “จอด”ในภาษาญี่ปุ่นมี 2 ตัว คือ とめますที่เป็นสกรรมกริยา(vt) และ とまりますที่เป็นอกรรมกริยา(vi) (ดูประโยคตัวอย่างข้างบน) วิธีดูง่ายๆว่าตัวไหนเป็นสกรรมกริยาหรืออกรรมกริยาก็คือสังเกตที่คำช่วยค่ะ ถ้าเป็นสกรรมกริยาคำช่วยจะเป็นを  ส่วนอกรรมกริยาคำช่วยจะเป็น が

อย่างไรก็ตามก็มีบ้างที่ในประโยคไม่มีทั้งคำช่วยを หรือว่าが  เนื่องจากมันอาจจะถูกละไปในฐานที่เข้าใจหรือถูกแทนที่ด้วย はหรือも ไปแล้ว เช่น

 1.かいぎは 何時(なんじ)に はじまりますか。ประชุมจะเริ่มตอนกี่โมง

(はじまりますเป็นอกรรมกริยา และ かいぎถูกยกไปเป็นหัวเรื่องจึงใช้คำช่วย は)

 2.100ページから はじめましょうか。เรามาเริ่มตั้งแต่หน้า 100 ก็แล้วกัน

(はじめますเป็นสกรรมกริยา และละกรรมทิ้งไปเนื่องผู้พูดผู้ฟังเข้าใจกันอยู่แล้ว )

สรุปว่าเพื่อความชัวร์ เซนเซขอแนะนำให้ท่องไปเลยดีกว่า เพราะมีอยู่ไม่กี่ตัวเอง

สกรรมกริยาและอกรรมกริยาในระดับ N5

               ชนิด ความหมายสกรรมกริยา(vt)อกรรมกริยา(vi)
เปิด(ประตู)あけますあきます
ปิด(ประตู)しめますしまります
เปิด(ไฟ)つけますつきます
ปิด(ไฟ)けしますきえます
จอด, หยุดとめますとまります
ใส่いれますはいります
ออกだしますでます
เรียงならべますならびます
เริ่มはじめますはじまります

Vています

ใช้แสดงสภาพของกริยาที่เกิดขึ้นแล้วผลยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง

การบรรยายสภาพที่ปรากฏอยู่ขึ้นมาลอยๆเป็นครั้งแรกใช้คำช่วย が ตัวอย่างเช่น

  1. あ、電気(でんき)がついています。
  2. (みせ)(まえ)にタクシーがとまっています。
  3. はこの(なか)にさいふが(はい)っています。

★หากเป็นการบรรยายสภาพของสิ่งที่ชี้เฉพาะเจาะจง เป็นหัวเรื่องชัดเจน เช่นอาจจะมีคำว่า この~、その~    คำช่วยจะเป็น は

  1. このとけいは とまっています。
  2. あ、あの電気(でんき)は きえています。

Vてあります

ใช้แสดงสภาพที่เป็นผลของกริยาที่มีผู้ทำทิ้งไว้

わたしはドアをあけました。 (ฉันเปิดประตู) 

สภาพหรือผลที่เกิดขึ้นคือ  ドアがあけてあります。   (ประตูเปิดอยู่)                                                                               

わたしはノートに名前(なまえ)()きました。(ฉันเขียนชื่อบนสมุด)   

สภาพหรือผลที่เกิดขึ้นคือ  ノートに名前(なまえ)()いてあります。  (มีชื่อเขียนอยู่บนสมุด)

ส่วนเมื่อไรจะใช้ が หรือ は ก็ใช้หลักการแบบเดียวกับ ています ข้างบนคือ ถ้าเป็นเป็นการกล่าวขึ้นมาครั้งแรกลอยๆก็ใช้ が แต่ถ้าเจาะจงบ่งชี้ชัดเจนก็เป็น は

【ตัวอย่าง】

A: あ、まどがあいています。さむくないですか。

อ้าว หน้าต่างเปิดอยู่ ไม่หนาวเหรอ

B: へやをそうじしますから、あけてあるんです。

เพราะจะทำความสะอาดห้องจึง(ตั้งใจ)เปิดทิ้งไว้น่ะ

  • へやのかべにポスターがはってあります。ที่กำแพงห้องมีโปสเตอร์แปะอยู่
  • こたえは50ページに()いてあります。คำตอบมีเขียนอยู่ที่หน้า 50

A: つくえのうえにざっしがおいてありますか。บนโต๊ะมีนิตยสารวางอยู่ไหม

B: はい、おいてあります。ค่ะ มีวางอยู่ค่ะ

A: つくえのうえにざっしがおいてありますか。อ้าว มีแตงโมหั่นไว้แล้วนี่

B: じゃ、食べましょう。งั้น กินกันเถอะ

เปรียบเทียบ Vて います  กับ  Vて あります

 Nが Vอกรรมて いますNが Vสกรรมて あります
1. บรรยายอะไรบรรยายสภาพตามที่เห็นบรรยายสภาพสิ่งที่มีผู้จงใจกระทำทิ้งไว้
2. คำกริยาที่ใช้อกรรมกริยา (vi)สกรรมกริยา (vt)

แนวข้อสอบ

  • ドアが しまって____。しめて ください。

1.ありません 2.いません                        3.あります                   4.います

  • ノートに なまえが かいて____。

1.あります      2.います               3.します          4.なります

  • そこのつくえに ボールペンが _____。

1.おきます      2.おきてあります            3.おいています 4.おいてあります

  • かべに ポスターが はって___。

1.います          2.なります                        3.あります                   4.します

  • これは わたしの かさですよ。わたしの なまえが___ あります。

1.かきて          2.かきた                3.かいて          4.かいた

  • れいぞうこに くだものが 入って ____。

1.です              2.します                3.います          4.あります

  • へやに テーブルが おいて____。

1.ます              2.します                3.います          4.あります

  • a「じしょをかしてください。」

b「ごめんなさい、______。」

1.もちません              2.もちませんでした

3.もっていません      4.もってありません

เฉลย

  • ตอบ 4     ドア しまって います。 เพราะ しまります(ปิด)  เป็น  Vi
  • ตอบ 1     なまえ かいて あります。 เนื่องจากคำช่วยเป็น がแสดงว่าเป็นการบอกสภาพ  ดังนั้นจึงต้องเป็น てあります เพราะ  かきます(เขียน)  เป็น  Vt
  • ตอบ 4    ボールペン  おいて あります。 เนื่องจากคำช่วยเป็น がแสดงว่าเป็นการบอกสภาพ  ดังนั้นจึงต้องเป็น てあります เพราะ  おきます(วาง)  เป็น   Vt
  • ตอบ 3    ポスター はって あります。 เนื่องจากคำช่วยเป็น がแสดงว่าเป็นการบอกสภาพ  ดังนั้นจึงต้องเป็น てあります เพราะ  はります(แปะ)  เป็น   Vt
  • ตอบ 3   わたしの なまえ  かいて あります。 เนื่องจากคำช่วยเป็น がและมี ありますอยู่ที่ท้ายประโยคแสดงว่าเป็นการบอกสภาพ  ข้างหน้า あります ต้องเป็นรูป て 
  • ตอบ 3   れいぞうこに くだものが 入って  います。 เพราะ はいります(มีใส่อยู่)  เป็น  Vi
  • ตอบ 4    へやに テーブル おいて あります。เนื่องจากคำช่วยเป็น がแสดงว่าเป็นการบอกสภาพ  ดังนั้นจึงต้องเป็น てあります เพราะ  おきます(วาง)  เป็น   Vt
  • ตอบ 3   Nを もっています=มีอยู่ในครอบครอง   รูปปฏิเสธคือ  もっていません

でしょう คงจะ

ใช้คาดคะเนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้

มักใช้คู่กับคำว่า 「たぶん」“บางที”
จำง่ายๆว่าอะไรที่ลงท้ายด้วย ですเปลี่ยนเป็นでしょう ได้เลย แต่ถ้าไม่ใช่ですก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรมดา( Plain Form) ก่อน

เช่น
おいしいです → おいしいでしょう เปลี่ยน ですเป็นでしょう
しずかです → しずかでしょう เปลี่ยน ですเป็นでしょう
学生です → 学生でしょうเปลี่ยน ですเป็นでしょう
好きじゃありません → 好きじゃないでしょう เปลี่ยนเป็นรูปธรรมดาก่อนแล้วเติมでしょう
行きます → 行くでしょうเปลี่ยนเป็นรูปธรรมดาก่อนแล้วเติมでしょう
休みでした → 休みだったでしょうเปลี่ยนเป็นรูปธรรมดาก่อนแล้วเติมでしょう


ตัวอย่าง
(1) マリオさんはとしょかんにいるでしょう。
คุณมาริโอ้คงจะอยู่ที่ห้องสมุด
(2) 母はたぶんもうねたでしょう。
บางทีแม่คงจะนอนไปแล้ว
(3) 先生は5時ごろ来るでしょう
อาจารย์คงจะมาตอนราวๆ 5 โมง
(4) 日本語の先生はしんせつでしょう。
อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นคงจะใจดี
*รูปธรรมดาของ 「でしょう」 คือ 「だろう」 มักใช้คู่กับ Adv. คำว่าたぶん (บางที)  きっと (แน่ๆ)


แนวข้อสอบ

(1) あの 人は たぶん__でしょう。

1.学生 2. 学生だ 3. 学生な 4.学生で

(2) あした あめが__でしょう。

1.ふり 2. ふると 3. ふった 4.ふる

(3) おおさかは たべものが ___でしょう。
1.おいし 2. おいしい 3. おいしいだ 4.おいしく

(4) 先生は たぶん もう____でしょう。
1.かえり 2. かえって 3. かえった 4.かえる

(5) あたしのパーディーはたぶん___でしょう。

1.にぎやかに 2.にぎやかだ 3. にぎやかな 4. にぎやか

เฉลย
(1) 1 (2) 4 (3) 2 (4) 3 (5) 4

การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นคืออะไร

What is Japanese Language Proficiency Test (JLPT) ?

การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นหรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า สอบวัดระดับ นั้น จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของชาวต่างชาติ ที่ผ่านมามีการจัดสอบพร้อมกันทั่วโลก เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) การสอบวัดระดับได้เปลี่ยนจาก 4 ระดับเป็น 5 ระดับ และเพิ่มการจัดสอบบ่อยขึ้นเป็นปีละ 2 ครั้ง ในวันอาทิตย์แรกของเดือนกรกฎาคม (เฉพาะระดับ1, 2 และ 3) และอีกครั้งในวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม(ทุกระดับ) ในส่วนของแนวข้อสอบก็มีเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย สำหรับเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนเป็น 5 ระดับก็เพราะว่าที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากผู้เข้าสอบว่าความยากระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 มันต่างกันมากเกิน คือเรียกว่าเนื้อหามันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้ เท่านั้นยังไม่พอเหล่าบรรดาผู้เข้าสอบขั้นเทพยังติงมาด้วยว่า ระดับ 1 ที่ว่ายากที่สุดเนี่ยมันยังง่ายอยู่ (โอ้ แม่เจ้า จะให้ยากไปถึงไหน) ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ช่างน่ารักพยายามหาทางตอบโจทย์เอาใจผู้เข้าสอบจนในที่สุดก็สรุปลงตัวได้ว่าจะเพิ่มระดับใหม่เข้าไปตรงกลางระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 เดิม และจะปรับระดับ 1 ให้มันยากขึ้นไปอีก รับรองคราวนี้ยากสะใจแน่นอน สำหรับการสอบแบบใหม่นี้จะเปลี่ยนวิธีเรียกเป็น N1 – N2 – N3 – N4 – N5 โดยตัวอักษร “N” มาจากคำว่า Nihongo(ภาษาญี่ปุ่น) และ New(ใหม่) นั่นเอง สำหรับเนื้อหาที่เปลี่ยนไปและระดับความรู้ที่ผู้เข้าสอบต้องมีสรุปได้คร่าวๆดังต่อไปนี้

แบบใหม่
ตั้งแต่ปี 2010
แบบเดิม
ปี 1987- 2009
ความรู้ทางภาษาที่ต้องการในแต่ละระดับ
N1Level 1เนื้อหายากกว่ากับระดับ 1 เดิมเล็กน้อย + คันจิประมาณ 2,000 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องที่มีเนื้อหาซับซ้อน หรือ บทความเฉพาะ
ด้าน ในหัวเรื่องที่หลากหลายและลึกซึ้ง เช่น บทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ โดยเข้าใจทั้งไวยากรณ์และเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี
การฟัง สามารถฟังบทสนทนา รายงานข่าว บทบรรยายในชั้นเรียนที่พูดด้วยความเร็วธรรมชาติ ในหัวข้อที่หลากหลายแล้วเข้าใจลำดับเนื้อเรื่อง เนื้อหา ความสัมพันธ์ของบุคคลและโครงสร้างความเป็นมาของเนื้อหาอย่างละเอียดและจับ ประเด็นได้
N2Level 2เนื้อหาใกล้เคียงกับระดับ 2 เดิม+ คันจิประมาณ 1000 – 1,300 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องที่มีเนื้อหาชัดเจนในหัวเรื่องที่หลากหลาย เช่น บทความในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร เป็นต้น โดยเข้าใจทั้งไวยากรณ์และเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี
การฟัง สามารถฟังบทสนทนา รายงานข่าว ที่พูดด้วยความเร็วใกล้เคียงธรรมชาติ แล้วเข้าใจเนื้อหา สาระสำคัญ ความสัมพันธ์ของบุคคลและจับประเด็นได้
N3ระดับใหม่เนื้อหาอยู่ระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 เดิม+ คันจิประมาณ 800 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องทั่วๆไป หรือแม้แต่เรื่องยากๆในชีวิตประจำวัน และจับใจความสำคัญโดยคร่าวๆของพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ได้
การฟัง สามารถฟังและเข้าใจบทสนทนา ที่พูดด้วยความเร็วใกล้เคียงธรรมชาติแล้วพอจะเข้าใจเนื้อหารวมทั้งความสัมพันธ์ของบุคคลได้
N4Level 3เนื้อหาอยู่ใกล้เคียงระดับ 3 เดิม+ คันจิประมาณ 320 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันที่เขียนด้วยคำศัพท์และคันจิพื้นฐานได้
การฟัง สามารถฟังและเข้าใจบทสนทนาในชีวิตประจำวันที่พูดค่อนข้างช้าได้
N5Level 4เนื้อหาอยู่ใกล้เคียงระดับ 4 เดิม+ คันจิประมาณ 120 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านประโยคที่เขียนด้วยฮิระงะนะ คะตะกะนะ และคันจิพื้นฐานได้
การฟัง สามารถฟังและจับใจความสำคัญของหัวข้อสนทนาในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ในชั้นเรียนที่พูดช้าๆได้

วิชาและเวลาในการทำข้อสอบ
สำหรับในข้อสอบแบบใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนโดย ส่วนแรกจะรวม คันจิ คำศัพท์ และ ไวยากรณ์ เข้าด้วยกันเป็นวิชา “ความรู้ทางภาษา” ส่วนที่ 2 คือ “การอ่าน” ซึ่งเดิมจะรวมอยู่ในไวยากรณ์ แต่แบบใหม่นี้จะแยกออกมาเดี่ยวๆเลย และ ส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่หินมากสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งก็คือ “การฟัง”
แบบเดิม

ระดับการแบ่ง Part คะแนนและเวลาในการทำข้อสอบเวลารวม
N1คำศัพท์และไวยากรณ์ 60คะแนน +การอ่าน (110 นาที)60คะแนน
การฟัง60คะแนน (60 นาที)
170 นาที
N2คำศัพท์และไวยากรณ์60คะแนน + การอ่าน (105 นาที)60คะแนน
การฟัง (50 นาที)60คะแนน
155 นาที
N3คำศัพท์ (30 นาที) +ไวยากรณ์+การอ่าน (70 นาที) 120คะแนน
การฟัง (40 นาที)60คะแนน
140 นาที
N4คำศัพท์ (30 นาที) ไวยากรณ์+การอ่าน (60 นาที)120คะแนน
การฟัง (35 นาที)60คะแนน
125 นาที
N5คำศัพท์ (25 นาที) ไวยากรณ์+การอ่าน (50 นาที) 120คะแนน
การฟัง (30 นาที)60คะแนน
105 นาที

หมายเหตุ คันจิอยู่ในวิชาคำศัพท์

N3, N4, N5 ข้อสอบมี 3 ชุด ชุดแรกคือ คำศัพท์ ชุดที่ 2 ไวยากรณ์ + การอ่าน และชุดที่ 3 การฟัง N3, N4, N5 นี่จะสับสนหน่อยคือ
เวลาสอบจะมี 3 ชุด แต่เวลาแจ้งผลคะแนนจะแยกเป็น 2 ส่วนคือ“ คำศัพท์-ไวยากรณ์+การอ่าน” 120 คะแนนและ “การฟัง” 60 คะแนน

สรุป: ถึงแม้การสอบในแต่ละระดับจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่สิ่งเดียวที่ทุกระดับมีเหมือนกันและถือเป็นกฎเหล็กก็คือ ต้องสอบให้ผ่านทั้ง 3 วิชาจะตกอันใดอันหนึ่งไม่ได้ นั่นหมายความว่าทุกคนต้องฝ่าด่านอรหันต์วิชาการฟังให้จงได้ เพราะต่อให้เก่งไวยากรณ์ หรือเป็นเซียนคันจิขนาดไหน แต่ถ้าเกิดทำข้อสอบฟังไม่ได้ขึ้นมาก็ถือว่าสอบตกตามระเบียบ เตรียมตัวสอบใหม่ปีถัดไปได้เลย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น