การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นคืออะไร

What is Japanese Language Proficiency Test (JLPT) ?

การสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นหรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า สอบวัดระดับ นั้น จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของชาวต่างชาติ ที่ผ่านมามีการจัดสอบพร้อมกันทั่วโลก เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) การสอบวัดระดับได้เปลี่ยนจาก 4 ระดับเป็น 5 ระดับ และเพิ่มการจัดสอบบ่อยขึ้นเป็นปีละ 2 ครั้ง ในวันอาทิตย์แรกของเดือนกรกฎาคม (เฉพาะระดับ1, 2 และ 3) และอีกครั้งในวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม(ทุกระดับ) ในส่วนของแนวข้อสอบก็มีเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย สำหรับเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนเป็น 5 ระดับก็เพราะว่าที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนจากผู้เข้าสอบว่าความยากระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 มันต่างกันมากเกิน คือเรียกว่าเนื้อหามันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้ เท่านั้นยังไม่พอเหล่าบรรดาผู้เข้าสอบขั้นเทพยังติงมาด้วยว่า ระดับ 1 ที่ว่ายากที่สุดเนี่ยมันยังง่ายอยู่ (โอ้ แม่เจ้า จะให้ยากไปถึงไหน) ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ช่างน่ารักพยายามหาทางตอบโจทย์เอาใจผู้เข้าสอบจนในที่สุดก็สรุปลงตัวได้ว่าจะเพิ่มระดับใหม่เข้าไปตรงกลางระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 เดิม และจะปรับระดับ 1 ให้มันยากขึ้นไปอีก รับรองคราวนี้ยากสะใจแน่นอน สำหรับการสอบแบบใหม่นี้จะเปลี่ยนวิธีเรียกเป็น N1 – N2 – N3 – N4 – N5 โดยตัวอักษร “N” มาจากคำว่า Nihongo(ภาษาญี่ปุ่น) และ New(ใหม่) นั่นเอง สำหรับเนื้อหาที่เปลี่ยนไปและระดับความรู้ที่ผู้เข้าสอบต้องมีสรุปได้คร่าวๆดังต่อไปนี้

แบบใหม่
ตั้งแต่ปี 2010
แบบเดิม
ปี 1987- 2009
ความรู้ทางภาษาที่ต้องการในแต่ละระดับ
N1Level 1เนื้อหายากกว่ากับระดับ 1 เดิมเล็กน้อย + คันจิประมาณ 2,000 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องที่มีเนื้อหาซับซ้อน หรือ บทความเฉพาะ
ด้าน ในหัวเรื่องที่หลากหลายและลึกซึ้ง เช่น บทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ โดยเข้าใจทั้งไวยากรณ์และเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี
การฟัง สามารถฟังบทสนทนา รายงานข่าว บทบรรยายในชั้นเรียนที่พูดด้วยความเร็วธรรมชาติ ในหัวข้อที่หลากหลายแล้วเข้าใจลำดับเนื้อเรื่อง เนื้อหา ความสัมพันธ์ของบุคคลและโครงสร้างความเป็นมาของเนื้อหาอย่างละเอียดและจับ ประเด็นได้
N2Level 2เนื้อหาใกล้เคียงกับระดับ 2 เดิม+ คันจิประมาณ 1000 – 1,300 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องที่มีเนื้อหาชัดเจนในหัวเรื่องที่หลากหลาย เช่น บทความในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร เป็นต้น โดยเข้าใจทั้งไวยากรณ์และเนื้อหาที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี
การฟัง สามารถฟังบทสนทนา รายงานข่าว ที่พูดด้วยความเร็วใกล้เคียงธรรมชาติ แล้วเข้าใจเนื้อหา สาระสำคัญ ความสัมพันธ์ของบุคคลและจับประเด็นได้
N3ระดับใหม่เนื้อหาอยู่ระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 เดิม+ คันจิประมาณ 800 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องทั่วๆไป หรือแม้แต่เรื่องยากๆในชีวิตประจำวัน และจับใจความสำคัญโดยคร่าวๆของพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ได้
การฟัง สามารถฟังและเข้าใจบทสนทนา ที่พูดด้วยความเร็วใกล้เคียงธรรมชาติแล้วพอจะเข้าใจเนื้อหารวมทั้งความสัมพันธ์ของบุคคลได้
N4Level 3เนื้อหาอยู่ใกล้เคียงระดับ 3 เดิม+ คันจิประมาณ 320 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันที่เขียนด้วยคำศัพท์และคันจิพื้นฐานได้
การฟัง สามารถฟังและเข้าใจบทสนทนาในชีวิตประจำวันที่พูดค่อนข้างช้าได้
N5Level 4เนื้อหาอยู่ใกล้เคียงระดับ 4 เดิม+ คันจิประมาณ 120 ตัว
การอ่าน สามารถอ่านประโยคที่เขียนด้วยฮิระงะนะ คะตะกะนะ และคันจิพื้นฐานได้
การฟัง สามารถฟังและจับใจความสำคัญของหัวข้อสนทนาในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ในชั้นเรียนที่พูดช้าๆได้

วิชาและเวลาในการทำข้อสอบ
สำหรับในข้อสอบแบบใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนโดย ส่วนแรกจะรวม คันจิ คำศัพท์ และ ไวยากรณ์ เข้าด้วยกันเป็นวิชา “ความรู้ทางภาษา” ส่วนที่ 2 คือ “การอ่าน” ซึ่งเดิมจะรวมอยู่ในไวยากรณ์ แต่แบบใหม่นี้จะแยกออกมาเดี่ยวๆเลย และ ส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่หินมากสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งก็คือ “การฟัง”
แบบเดิม

ระดับการแบ่ง Part คะแนนและเวลาในการทำข้อสอบเวลารวม
N1คำศัพท์และไวยากรณ์ 60คะแนน +การอ่าน (110 นาที)60คะแนน
การฟัง60คะแนน (60 นาที)
170 นาที
N2คำศัพท์และไวยากรณ์60คะแนน + การอ่าน (105 นาที)60คะแนน
การฟัง (50 นาที)60คะแนน
155 นาที
N3คำศัพท์ (30 นาที) +ไวยากรณ์+การอ่าน (70 นาที) 120คะแนน
การฟัง (40 นาที)60คะแนน
140 นาที
N4คำศัพท์ (30 นาที) ไวยากรณ์+การอ่าน (60 นาที)120คะแนน
การฟัง (35 นาที)60คะแนน
125 นาที
N5คำศัพท์ (25 นาที) ไวยากรณ์+การอ่าน (50 นาที) 120คะแนน
การฟัง (30 นาที)60คะแนน
105 นาที

หมายเหตุ คันจิอยู่ในวิชาคำศัพท์

N3, N4, N5 ข้อสอบมี 3 ชุด ชุดแรกคือ คำศัพท์ ชุดที่ 2 ไวยากรณ์ + การอ่าน และชุดที่ 3 การฟัง N3, N4, N5 นี่จะสับสนหน่อยคือ
เวลาสอบจะมี 3 ชุด แต่เวลาแจ้งผลคะแนนจะแยกเป็น 2 ส่วนคือ“ คำศัพท์-ไวยากรณ์+การอ่าน” 120 คะแนนและ “การฟัง” 60 คะแนน

สรุป: ถึงแม้การสอบในแต่ละระดับจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม แต่สิ่งเดียวที่ทุกระดับมีเหมือนกันและถือเป็นกฎเหล็กก็คือ ต้องสอบให้ผ่านทั้ง 3 วิชาจะตกอันใดอันหนึ่งไม่ได้ นั่นหมายความว่าทุกคนต้องฝ่าด่านอรหันต์วิชาการฟังให้จงได้ เพราะต่อให้เก่งไวยากรณ์ หรือเป็นเซียนคันจิขนาดไหน แต่ถ้าเกิดทำข้อสอบฟังไม่ได้ขึ้นมาก็ถือว่าสอบตกตามระเบียบ เตรียมตัวสอบใหม่ปีถัดไปได้เลย

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น